วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Hello It's Me | ทำความรู้จักกันหน่อยดีกว่า

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกคนเลยนะครับ สำหรับบทความเรื่องนี้มันอาจจะไม่ได้เป็นบทความซักเท่าไร เพราะว่าผมจะบอกเล่ารายละเอียดทุกๆอย่าง(เท่าที่ผมพอจะบอกคุณได้) เกี่ยวกับตัวของผมเอง เพื่อที่ผู้อ่านใหม่ๆ และที่ติดตามอยู่แล้ว จะได้รู้จักผมมากขึ้น เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็... เชิญได้เลยครับ
(อย่าเบื่อซะก่อนนะ)


Photo credit : Khwanchai Kittiwisetkul


ชื่อ : นายนิธิภัค อินทร์พิทักษ์
ชื่อเล่น : แบม
เกิด : 30 มกราคม 1998
อายุ : 19 (2017)

Contact 
Google+ : BreakingBam







สิ่งที่ชอบ
สี : ฟ้า, น้ำเงิน
ดนตรี : Pop, Hip-hop, Electro house, Soft rock 
ศิลปินสากล : Bruno Mars, Taylor Swift, Gym Class Heroes, Maroon 5 & More
ศิลปินไทย : แสตมป์ อภิวัชร์, Getsunova

สนใจใน
กีฬา X-Treme, IT, Gadgets, การถ่ายภาพ, การเดินทาง, Anime, Superheroes, จิตวิทยา, ภาษา

งานอดิเรก
ถ่ายภาพ, ท่องเที่ยว, สะสมโมเดล และ Boxset ภาพยนตร์ต่างๆที่ชอบ, เล่นการ์ดเกมและสะสม, เขียนบทความ

จุดเริ่มต้นของการเขียนบทความ
เมื่อสมัยเรียนอยู่ ม.5 ผมได้ทำงานเขียนประเภทนิยายซึ่งตอนนั้นมันก็เป็นแค่งานที่ทำเพื่อส่ง ผมยังไม่ได้สนใจด้านนี้มากนัก แต่เพราะการเขียนนิยายจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการเล่าเรื่อง การลำดับเหตุการณ์ จึงทำให้ผมได้อ่านและรู้จักหนังสือมากมายหลายประเภท และผมก็ไปติดใจหนังสือแนวจิตวิทยาอยู่พักใหญ่ จนในวันหนึ่งผมได้พบนักเขียนที่มีชื่อเสียงเท่าที่ผมรู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง และผมว่าหลายๆคนคงจะรู้จักนักเขียนท่านนี้ไม่มากก็น้อย นั่นก็คือ... 
Dr.Pop หรือ ฐาวรา สิริพิพัฒน์ นักเขียนนิยายแนวแฟนตาซีชื่อดัง ผมได้รับฟัง Talk show ของเขา 
และยังได้พูดคุยอย่างใกล้ชิด ทำให้ผมได้ข้อคิดและแรงบันดาลใจหลายๆอย่าง ในการที่จะคิดทำในสิ่งใดๆก็ตาม
ที่เราต้องการ
ต่อมาผมเริ่มเขียนคำบรรยายประกอบภาพถ่ายของตัวเอง และค่อยๆเปลี่ยนเป็นการโพสต์ Status จนวันหนึ่ง
ผมได้คุยกับ Dr.Pop อีกครั้งเรื่องที่เขาได้คิดทำ Website ของตัวเองขึ้น เขาบอกผมประมาณว่า 
"บางทีเราน่าจะมีอะไรเหลือไว้เป็นของตัวเองบ้างนะ" เพราะ Social Network ถึงแม้มันจะเป็นของเรา แต่มันก็
ยังอยู่บนพื้นที่สาธารณะ ดังนั้นเราน่าจะสร้างพื้นที่ของตัวเองดู หลังจากนั้นผมก็ยังได้แต่คิดและ ฝึกการเขียน
โดยใช้วิธีเดิมๆอยู่ จนกระทั่งผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาพูดถึงการเขียน Blog อยู่ด้วย ผมจึงบอกกับตัวเองว่า
"เราเองก็ควรจะเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ๆได้แล้ว"



วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Comm. Arts Camp | ค้นหาตัวตน คนนิเทศฯ

"เรื่องราวต่อจากนี้เป็นเรื่องจริงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559"

"ถ้าไม่รีบตื่นจะไปโรงเรียนสายนะ!" เช้านี้ผมคงได้ยินคำพูดนี้แน่ๆ ถ้าหากผมยังเรียนอยู่มัธยม
ระยะเวยาปิดเทอมที่ยาวนานทำผมเสพติดการนอนจนเข้าขั้นขี้เกียจ
"เอ๊ะ! แต่เดี๋ยวนะ วันนี้มีค่ายที่สถาบันนี่หว่า!" เมื่อรู้ตัวเช่นนั้น สมองและร่างกายก็ถูกกระตุ้นให้รีบเร่ง
ทำกิจวัตรเหมือนดั่งถูกไฟช๊อต

................................................................................................

คุณเคยได้ยินว่ามีสถาบันแห่งหนึ่งที่มี 7-Eleven ขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าสถาบันหรือเปล่า?
คุณเคยรู้หรือไม่ว่าที่นี่มีเครื่องบินจำลองตั้งอยู่ภายในอาคาร?
คุณต้องแปลกใจในครั้งแรกแน่ๆ ถ้ารู้ว่าที่นี่มีบันไดเลื่อนที่ใช้ระบบ Sensor

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในหลายหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอเกี่ยวกับภายใต้กิจกรรม "สัมผัสแรก สัมผัสประทับใจ" ที่ให้ว่าที่นักศึกษาใหม่ทุกคนได้มีส่วนร่วม และทำความรู้จักกันไปในตัว ซึ่งนับว่าได้ผลดีมาก
ผมได้เห็นความแตกต่างระหว่างหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ที่หลายคนไม่ค่อยกล้าทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่
นั่นรวมถึงตัวผมเองด้วย แต่ในเวลานี้ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นแสดงให้เห็นว่าทุกคนดูจะสนุกสนานกันอย่างชัดเจน

Photo credit : CommArts Panyapiwat 
- ย้อนกลับไปประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนหน้านี้ -

ทันทีที่ผมมาถึงหน้าสถาบัน สายตาผมรีบมองหาคนที่ดูคล้ายกับผม นั่นคือใครก็ได้ที่สวมชุดพละ เพราะมันหมายความว่าเรามาค่ายเดียวกันและผมจะได้ไม่ดูเปล่าเปลี่ยวเวลาเดินเข้าไป แต่เหมือนโชคไม่เข้าข้าง สุดท้ายผมต้องจำใจเดินคนเดียว และหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาเพื่อนที่รู้จักกันก่อนหน้านี้แล้ว

"ฮัลโล แบมว่าไง อยู่ไหนเนี่ย?"
"กำลังเดินเข้าไป แล้วเองอยู่ไหน?"
"เค้าอยู่ชั้น 3 อ่ะรีบขึ้นมานะ (เฮ้ย พวกเองรอก่อน แบมกำลังมา)"
"โอเคๆ จะรีบไป"

หลังการสนทนาจบลงผมรีบเดินตรงไปหน้าอาคารซึ่งดูเหมือนจะมีงานอะไรสักอย่างจัดอยู่ แต่แล้วก็มีรุ่นพี่เดินเข้ามาหา "น้องมาค่ายนิเทศใช่ป่ะ?"
"ครับ" ผมตอบ จากนั้นพี่คนหนึ่งก็พาผมไปยังสถานที่จัดกิจกรรม

การต้อนรับอย่างอบอุ่นเริ่มต้นด้วยเสียงดนตรี และบทเพลงที่ขับร้องโดยรุ่นพี่คนหนึ่ง ทำเอาเพื่อนๆผู้หญิงหลายคนซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ จากนั้นการเปิดค่ายอย่างเป็นทางการก็เป็นหน้าที่ของเหล่าอาจารย์มากความสามารถ พร้อมทั้งการบรรยายเกี่ยวกับความเป็นมาของคณะ และสาขา ตลอดจนสายงานที่เกี่ยวข้องก็ถูกสรุป รวบรัดให้เข้าใจภายในเวลาไม่นาน

การดำเนินพิธีการต่างๆเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พวกเราเตรียมตัวที่จะไปยังสถานที่ต่อไป แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องมีภาพหมู่เป็นที่ระลึกเสียก่อน

Photo credit : CommArts Panyapiwat 
เราเดินทางโดยรถทัวร์ที่ทางสถาบันจัดเตรียมไว้ให้ แต่หลังจากออกมาไม่นาน ฟ้าฝนก็เล่นตลกตกลงมาซะดื้อๆ จนเรามาถึงจุดหมายแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุด ทำให้เราต้องวิ่งฝ่าสายฝนเพื่อเข้าไปหลบในอาคาร

อ้อ!.. ผมลืมบอกไปว่าเรากำลังมาทำอะไร ที่ไหน


ตอนนี้เรามาอยู่ที่ "สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์" หรือ MCOT นั่นเอง ซึ่งที่นี่เราก็จะได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาต่างๆ การทำงานทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง รวมถึงอีกหลายเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ในการเตรียมพร้อมสู่การเป็นเด็กนิเทศ


แต่... ดูเหมือนว่าเราจะมาเร็วเกินไปหน่อย นั่นก็อาจจะเป็นเพราะฝน ที่ทำให้เราต้องรออีกเกือบ 1 ชั่วโมงก่อนถึงเวลาที่ติดต่อไว้ แต่ก็ทำให้หลายคนได้เตรียมตัว และจัดการกับธุระส่วนตัวให้เสร็จสิ้น และพร้อมรับสิงที่กำลังจะได้เห็นต่อจากนี้


สิ่งแรกที่เราได้เห็นหลังจากการทักทายกันก็คือ เรื่องราวของ MCOT ที่ผมเชื่อว่าหลายคนก็อาจไม่เคยรู้มาก่อน อีกทั้งอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในสมัยนั้นยังถูกเก็บเอาไว้อย่างดี ภาพถ่ายเก่าๆทำให้พอจินตนาการถึงสิ่งที่เป็นไปตอนนั้นจนกระทั่งกลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้ได้คร่าวๆ ซึ่งผมว่านี่แหละคือข้อดีของภาพถ่าย "เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ภาพถ่ายก็ยังคงเป็นเครื่องบันทึกช่วงเวลาที่ไม่อาจปฏิเสธได้"


ต่อจากนั้น เราได้มีโอกาสเข้าไปชมการบันทึกรายการ... เอ่อ ผมลืมชื่อรายการ ขอโทษด้วยครับ
แต่มันน่าสนใจนะ ที่เราได้เห็นการทำงานของทั้งผู้ดำเนินรายการและฝ่ายทีมงานอย่างใกล้ชิดติดขากล้องขนาดนี้ สิ่งที่ต้องรู้เวลาเข้ามาเยี่ยมชมขณะถ่ายทำคือเราต้องงดใช้เสียง หรือพยายามเงียบให้สุดๆเลยล่ะ เพราะเสียงอาจจะรบกวน และเข้าไปอยู่ในการบันทึกได้ จึงต้องระวังมากๆ




สุดท้ายเราได้เข้าไปชม Studio ขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์ครบครับ และฉากรายการต่างๆหลายรูปแบบ ซึ่งเมื่อได้มาเห็นจริงๆ ทำให้เราต้องนึกถึงเวลาที่ดูผ่าน TV ที่แม้ว่ามันไม่ได้แตกต่างอะไร แต่กลับรู้สึกแปลกใจและชวนให้สงสัยอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งนี่อาจจะเป็นเสน่ห์ของสายงานนี้ก็ว่าได้

แต่เดิมแล้วผมไม่ได้ชอบการถ่ายภาพอย่างจริงจังสักเท่าไร แต่เพราะเมื่อเริ่มหัดไป เรียนรู้ไป ผมได้ค้นพบวิธีการต่างๆ  มุมมองที่แปลกไป และพบเจอผู้คนที่มีประสบการณ์มากขึ้น ทำให้ผมอยากที่จะรู้ และรักมันมากขึ้น ซึ่งมันก็จริงอย่างที่มีคนเคยกล่าวว่า "เราไม่มีทางรู้จริงๆหรอกว่าเราชอบอะไร ในเมื่อเรายังไม่ได้ลองมัน" และผมคิดว่าผมมาถูกทางแล้วล่ะ

Photo credit : CommArts Panyapiwat
ก่อนจากกันเราก็ได้ร่วมถ่ายภาพหมู่อีกครั้งที่ MCOT และเดินทางกลับสถาบัน ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งวันที่สนุก มีความสุข และมีค่ามากที่สุดไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งที่ได้รับในวันนี้มันเป็นทั้งประสบการณ์และความรู้สึกที่ดีตลอดทั้งวัน ซึ่งผมขอขอบคุณ PIM อย่างมากที่จัดค่ายนี้ขึ้นมา มันดีมากจริงๆ

สำหรับเพื่อนๆที่พบกันในวันนี้ แล้วเราจะเจอกันอีกครั้งในไม่ช้า แน่นอน ^^


ปล. ขอบคุณสำหรับภาพถ่ายจาก Page : CommArts Panyapiwat
ภาพไหนที่ไม่มี Credit แปลว่าผมถ่ายเองนะครับ 







วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Back To School | เปิดเทอมนี้ไม่ได้เป็นนักเรียนแล้ว

 "ถ้าแสงของตะวันยามเช้าคือสัญญาณของวันใหม่

เสียงทักทายของนักเรียนก็คงเปิดสัญญาณของการเปิดเทอม"

บรรยากาศที่แสนจะคุ้นตา ตึก อาคาร สถานที่ต่างๆ มองดูแล้วยิ่งชวนให้คิดถึงสิ่งที่ผ่านมา ภาพของเด็กนักเรียนที่ดูตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆรอบตัว และแววตาที่อยากรู้อยากเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้และวันต่อๆไป ดึงเอาภาพวันเก่าๆในความทรงจำของผม ณ ที่แห่งนี้ออกมาฉายในความคิดอีกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างไปก็คือ ตอนนี้ผมเลยจุดนั้นมาไกลแล้ว จากตื่นเต้นเป็นยินดี จากอยากรู้เป็นแบ่งปัน... 

วันนี้เป็นวันเปิดเทอมของโรงเรียน(เก่า)ของผม สาเหตุที่ผมบอกแบบนั้นก็เพราะผมเรียนจบจากที่นี่แล้ว แม้ว่ามันเพิ่งจะผ่านมาไม่กี่เดือน แต่ผมก็คือศิษย์เก่าอย่างเต็มตัวสำหรับโรงเรียนนี้ ผมมีธุระบางอย่างที่จำเป็นให้ต้องมาที่นี่ ซึ่งที่จริงแล้วผมจะมาวันอื่นๆก็ได้ แต่เพราะผมอยากเห็นวันแรกของการเปิดเรียนและความรู้สึกของตัวเองที่ได้กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้ง ผมจึงเลือกวันนี้

ผมเสียเวลาไปเกือบครึ่งวันจนรู้ว่าธุระของผมคงไม่สามารถทำให้เสร็จได้ในวันนี้ ผมจึงเปลี่ยนแผนไปเป็นการเยี่ยมชมบรรยากาศในโรงเรียนของวันนี้แทน แต่จะให้เดินเล่นคนเดียวก็คงไม่สนุก แถมจะหาเพื่อนมาเดินด้วยคงยากเพราะทุกคนก็ไม่ได้ว่างมากอย่างผม (ฮ่าๆ) ด้วยความใจกล้า และ(คิดว่า)มั่นใจใน Skill ภาษา ผมจึงชวนครูอาสาสมัครที่มาจากต่างประเทศซึ่งอายุเท่ากับผมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนก่อนแล้ว และผมคิดว่าวันนี้มันต้องสนุกมากแน่ๆ


เธอชื่อ Emily อายุ 18 ปี มาจากประเทศอังกฤษ เป็นครูอาสาสมัครสอนภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่นักเรียนที่เธอสอนจะอยู่ม.ต้น 
อ้าว? แล้วถ้างั้นเธอมารู้จักผมได้ไงน่ะหรอ ก็คงต้องย้อนไปช่วงใกล้จะปิดเทอม ขณะที่ผมกำลังถ่ายภาพให้กับเพื่อนอีกหลายคนอยู่เธอก็ปั่นจักรยานผ่านกลุ่มพวกเราไป แล้วเพื่อนของผมคนนึงก็อยากขอเธอถ่ายภาพด้วย กลายเป็นว่าต้องเป็นหน้าที่ผมไปถามเธอ เพราะผมเป็นช่างภาพ และเพื่อนๆคิดว่าผมพอจะพูดคุยกับคนต่างชาติได้? หลังจากได้ภาพสมใจมันแล้ว ไหนๆก็กล้องตัวเอง ผมก็เลยให้มันถ่ายให้ผมด้วยอีกภาพ และคืนเดียวกันผมก็ส่งรูปไปให้เธอดู จากนั้นเราก็เริ่มคุยกันมาเรื่่อยๆ ตอนแรกผมก็มักจะใส่คำว่า Teacher นำหน้าชื่อเธอเวลาคุยกัน แต่พอรู้อายุจริงๆเข้า ต่างคนก็เลยใช้ภาษาระดับเพื่อนทำให้ไม่ต้องวางตัวลำบากเวลาคุยกัน

กลับมาที่เรื่องเดิม หลังจากที่เราทักทายกันเรียบร้อยแล้ว ผมก็เริ่มพาเธอเดินทัวร์รอบโรงเรียน(ทั้งๆที่เธอก็อยู่ในโรงเรียนตลอด) แต่เธอบอกว่าเวลาที่ไม่มีคาบสอนเธอก็อยู่แต่บนห้องพักครู ไม่เคยมาเดินทั่วแบบนี้เลย  เราเดินไปคุยไปได้สักพัก เสียงสัญญาณพักทานอาหารกลางวันของม.ต้นก็ดังขึ้น ประกอบกับผมไม่ได้ทานมื้อเช้ามาด้วย เธอเลยชวนผมไปหาอะไรทานกันที่โรงอาหาร ปกติเธอจะนั่งร่วมโต๊ะกับครูท่านอื่นๆแต่วันนี้เธอจะนั่งเป็นเพื่อนผมที่โต๊ะสำหรับนักเรียน
เราเดินไปที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวร้านโปรดของผมตอนที่ผมเรียนอยู่ ซึ่งป้าเจ้าของร้านก็ยังจำผมได้ และยิ่งไปกว่านั้น ผมยังไม่ทันเอ่ยปากสั่งเมนูป้าก็พูดว่า "เหมือนเดิมใช่มั้ย?" และส่งยิ้มให้ผมเหมือนกับว่ารู้ทันสื่งที่ผมจะพูด นั่นทำให้ผมรู้สึกดีใจที่ยังมีคนทำกับผมเหมือนผมยังเป็นนักเรียนคนหนึ่งอยู่

หลังจากทานมื้อเที่ยงกันเรียบร้อยแล้ว เรากลับขึ้นไปที่ห้องพักครู และก็พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ ของตัวเอง และเล่าถึงความแตกต่างระหว่างประเทศของเรา จากนั้นเธอก็หยิบห่อขนม กับกล่องขนมอย่างละชิ้นยื่นให้ผม เนื่องจากก่อนหน้านี้เธอไปเที่ยวที่เกาหลีมาและสัญญากับผมว่าจะหาของฝากติดมือมาให้และเราต้องเจอกันอีกครั้งให้ได้(นี่เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผมมาวันนี้) เพราะว่าในเมื่อผมจบออกจากโรงเรียนไปแล้ว เราก็คงยากที่จะพบกันอีก "แม้ว่ายุคสมัยนี้จะทำให้การสื่อสารที่ไม่ว่าจะไกลแค่ไหนก็ยังติดต่อถึงกันได้ แต่การพบปะพูดคุยกันจริงๆนั้น ก็ยังเป็นวิธีที่ดีกว่าเสมอ"




เธอก็ขอสัมภาษณ์ข้อมูลบางอย่างกับผม เธอบอกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของ Project ที่จะต้องทำให้ผ่าน ซึ่งพอได้ฟังแต่ละคำถามแล้ว ก็ทำให้ผมแปลกใจอยู่หลายข้อถึงแนวคิดของคนที่ตั้งคำถามเหล่านี้ให้เธอ 




พอจบการสัมภาษณ์เราเลือกที่จะเข้าไปดูการเตรียมความพร้อมมในการเรียนของน้องๆนักเรียนชั้นม.1 ซึ่งจัดขึ้นในวันนี้ และห้องที่จัดก็อยู่ตรงข้ามกับที่เรานั่งอยู่พอดี
เราเดินเข้าไปทางหลังห้องอย่างเงียบๆโดยไม่ได้บอกใครที่นั่นไว้ล่วงหน้า ก็เลยทำให้มีสายตาจับจ้องมาที่เราอยู่พอสมควร ทำเอาผมรู้สึกเกร็งๆ เล็กน้อย และแล้วก็มีครูท่านหนึ่งเดินเข้ามาคุยด้วยและทำให้ผมรู้ว่ายังมีอีกที่หนึ่งที่กำลังจัดกิจกรรมแบบนี้อยู่ ผมจึงหันกลับไปถาม Emily ว่าเธออยากจะไปอีกที่หรือเปล่า ซึ่งเธอก็ตอบตกลงอย่างไม่รีรอ ด้วยน้ำเสียงและแววตาที่ดูตื่นเต้นมาก

เราเดินกันมาจนถึงอีกห้องหนึ่งที่จัดกิจกรรมอยู่ ซึ่งในเวลานั้นเป็นช่วงที่พอดีกับที่"วิชาภาษาอังกฤษ"กำลังสอนอยู่ และแน่นอนเราถูกจ้องมองด้วยสายตาเช่นเดียวกับเมื่อสักครู่ แต่คราวนี้ดูจะมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด คุณครูที่กำลังทำการสอนท่านรู้จัก Emily อยู่แล้ว จึงเดินตรงเข้ามาหาเธอและชวนเธอให้ร่วมสนุกด้วย ซึ่งผมก็เดินตามอย่างห่างๆ เพราะกลัวว่าจะโดนเรียกไปเหมือนกัน 


เด็กๆถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละประมาณ 5-6 คน และกิจกรรมที่เด็กๆกำลังทำอยู่นั้นคือการเขียนแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษตามความสามารถที่มีอยู่ ซึ่งนั่นหมายความว่าใครที่พอทำได้ก็จะเป็นที่ต้องการของเพื่อนๆในกลุ่ม สำหรับการ... นำต้นฉบับไปลอกและแก้ไข(ฮ่าๆ) คุณครูได้ให้ Emily แนะนำตัวและทักทายกับเด็กๆ ช่วงแรกๆก็ดูเหมือนจะตั้งใจฟังกันดีอยู่หรอก แต่เมื่อเริ่มฟังไม่รู้เรื่อง(ก็ไม่ใช่ภาษาไทยนี่) เด็กๆก็เริ่มจะเสียงดังขึ้นและไม่ค่อยสนใจสิ่งที่เธอพูด และนั่น... ทำให้ความซวยตกลงมาอยู่ที่ผม คุณครูท่านนั้นคว้าแขนผมเข้าหาตัวและยื่นไมค์ให้พร้อมกับคำพูดที่ว่า "อ่ะ! ไหนลองมั่งซิ" แค่เพียงไม่กี่คำนั่นแหละครับ ทำผมสะดุ้งและกล้าๆ กลัวๆไม่ใช่น้อย เด็กแถวหน้าเริ่มมองมาที่ผม ทั้งๆที่ผมยังไม่ได้พูดอะไร

"เอ่อ... หวัดดีคร้าบ!" ตอนนี้ทุกสายตามองมาที่ผมแล้ว
"ถ้าอยากฟังพี่พูด รบกวนช่วยเงียบกันหน่อยนะครับ" เสียงเอะอะ พลันสงบลง
"Hi! My name is Nitipak Inphithak, my nickname is Bam, I'm 18 years old" ประโยคเอาตัวรอดในการแนะนำตัวที่เคยใช้ตอน ม.1 ถูกนำมาพูดอีกครั้ง และเด็กๆดูจะสนใจมากกว่าตอนที่ Emily พูด(แอบชมตัวเองนิดๆ) จากนั้นผมก็เริ่มชวนเด็กให้เข้ามาอยู่ในการสอนของผม โดยการใช้ความเป็นกันเองเข้าหาตัวเด็กๆ และเริ่มให้พวกเขากล้าที่จะออกมาพูดท่ามกลางเพื่อนๆ แน่นอนว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด ผมจึงจำเป็นต้องมีตัวล่อ ที่เรียกว่า "รางวัล" เพราะมันเป็นแรงจูงใจชั้นดีสำหรับผู้กล้าที่จะมายืนพูดต่อหน้าเพื่อนๆ และมันก็ได้ผลจริงๆซะด้วย เด็กผู้หญิงคนนึงเดินออกมา ผมจึงเรียกให้เธอมายืนใกล้ๆ พร้อมขอดูกระดาษที่อยู่ในมือเธอ ดูจากการเขียนแล้วเธอพอจะมีแววอยู่ไม่น้อยสำหรับวัยนี้ 
"ต้องใช้กระดาษมั้ย?" ผมถามลองใจเธอดู
"ไม่เป็นไรค่ะ หนูจำได้" เธอตอบ และรับไมค์จากมือผมไป จากนั้นเธอก็พูดตามที่เขียนอย่างคล่องแคล่ว พอพูดจบ เสียงปรบมือให้กำลังใจจากเพื่อนๆก็ดังขึ้น ผมแซวเธอเล็กน้อยถึงสิ่งที่เธอเขียนก่อนจะให้รางวัล เป็นพวงกุญแจที่ผมดึงมาจากกระเป๋าผมเป้ของผม และผมก็คืนใมค์ให้ครูพร้อมเดินกลับไปหา Emily ซึ่งเธอก็บอกว่าตกใจเล็กน้อยที่เห็นผมสามารถคุมเด็กๆให้เชื่อฟังได้ และวิธีการสอนที่เข้าหาตัวเด็กนั่นมันดีมาก และยังบอกให้ผมน่าจะไปเรียนเป็นครูดีกว่า เราหัวเราะกันเล็กน้อย และอยู่ต่ออีกไม่นานก็เดินออกจากห้องไป

ดูเวลาตอนนี้อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เริ่มใกล้เวลาเลิกเรียนแล้ว ผมจึงอาสาเดินไปส่งเธอที่ห้องพักครู แต่ระหว่างนั้นเราเดินผ่านร้านไอศครีม เธอจึงถามผมว่าชอบไอศครีมหรือเปล่า ผมก็ตอบไปว่า ใช่ แล้วเราก็เดินตรงไปซื้อไอศครีมด้วยกันที่ร้าน เธอหยิบไอศครีมแท่งที่ราคาแพงสุดในตู้ออกมา ส่วนผมก็เลือกโคนราคากลางๆ แล้วยื่นเงินที่เตรียมไว้ในมือให้คนขาย แต่ Emily ดูเหมือนจะติดขัดอะไรเล็กน้อย "เท่าไรคะ?" ประโยคคำถามเป็นภาษาไทยที่ไม่ค่อยจะได้ยินบ่อยนักจากปากเธอ กล่าวถามราคาของไอศครีมในมือ ซึ่งราคาของมันคือ 50 บาท แต่เงินในมือเธอมีอยู่ 40 บาท เธอจึงรีบค้นหาในทุกซอกทุกมุมของกระเป๋าเพื่อจะนำมาจ่ายให้ครบ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นการจัดการปัญหาเฉพาะของชาวต่างชาติ โดยขณะที่กำลังหาเธอก็บอกกับคนขายเป็นภาษาไทยไปด้วย ทำให้ผมรู้ว่าทักษะภาษาไทยของเธอก็เก่งไม่แพ้กัน 

เราเดินกินไปคุยไปจนมายืนกันอยู่ที่หน้าห้อง ก่อนเธอจะปิดประตูและผมก็ขอตัวกลับในเวลาเดียวกัน 
"Bye! See ya!" ผมบอกกับเธอพร้อมส่งยิ้มเล็กน้อย
เธอเองก็ยิ้มและตอบกลับมา... "See you soon! Byeee" 
เธอหันหลังกลับไป บานประตูค่อยๆเคลื่อนมา ผมยังคงยืนอยู่ตรงนั้นจ้องมองจนกระทั่งมันปิดสนิท และตัดสินใจเดินกลับออกมา