วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Stop Shutter | "The Beginning"

“Stop Shutter”
Blue Psychic : เขียน

บทนำ
“The Beginning”
ฮิโรชิมะ, 1945

          “อากิโกะ เธอไหวหรือเปล่า? อดทนไว้ก่อนนะผมจะไปตามหมอมาให้ปึ้ง!!
          สิ้นเสียงปิดประตู ชายหนุ่มเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าออกไปโดยไม่สนใจฝุ่นทรายและหินก้อนเล็ก ก้อนน้อยบนผืนดินอันแห้งแล้ง ซึ่งเป็นเพียงเส้นทางเดียวที่เขาจะใช้ไปยังปลายทางที่ต้องการได้ เสียงตึกตักแต่ละก้าวบ่งบอกถึงร่างกายกำยำของเขาได้อย่างไม่ต้องสงสัย หยาดเหงื่อจากความร้อนของแดดยามบ่ายไหลอาบทั้งใบหน้า สิ่งเดียวที่สีหน้าและแววตาสื่อออกมาอย่างชัดเจนมีเพียง เธอจะต้องปลอดภัย


          ตึ้ง ๆๆ!!
          “หมอครับ! หมอ!!”  เขาตะโกนเสียงดังลั่น พร้อมทุบกำปั้นเต็มแรงไปที่ประตู
          ครืดชายวัยกลางคนภายใต้เสื้อคลุมสีขาวก้าวเท้าออกมาจากหลังบานประตู ด้วยสีหน้าไม่พอใจ นี่คุณ ทำอะไรก็ช่วยเกรงใจคนอื่นๆด้วย ที่นี่มันโรงพยาบาลนะน้ำเสียงที่ดูสุภาพซึ่งขัดกับสีหน้าที่ปรากฏอยู่นั้น อาจเป็นเพราะเครื่องแบบที่เขาสวมอยู่
          ทันใดนั้น ชายหนุ่มพลันคุกเข่าลงอย่างไม่รีรอ สองมือดึงเสื้อคลุมของชายตรงหน้า ช่วยภรรยาผมด้วยครับ เธอกำลังจะคลอดลูก”  “ขอร้องเถอะครับเขาสะอึกสะอื้นอ้อนวอนทั้งน้ำตา

          ผู้ช่วย บอกคนที่ว่างอยู่ให้รีบตามผมมา  ส่วนคุณ นำทางผมไป

- To be continued -

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559

Middle Gray In Real Life | เทากลางในชีวิตจริง

"เทากลาง"


สิ่งนี้คงเป็นคำตอบที่ผมจะบอกเมื่อถูกถามว่า
"คุณมองเห็นโลกเป็นสีอะไร ?"

หากสิ่งที่เรียกว่าความดี และความชั่ว ถูกแทนด้วยสีขาว และสีดำ มนุษย์ในอุดมคติของผม
ก็คงเป็นสี"เทากลาง" เพราะทุกคนต่างมีทั้งด้านดี และไม่ดีปะปนกัน 

เมื่อเรากำหนดค่าเทากลางของคนให้เป็น ศูนย์
การทำสิ่งไม่ดีจะทำให้ค่าชีวิตเบนไปทางด้านลบ ซึ่งเข้าหาด้านมืด
ส่วนการทำสิ่งดีๆค่าชีวิตก็จะเบนไปทางด้านบวก ที่สว่างกว่า
ยิ่งเราทำสิ่งเดิมซ้ำไป ซ้ำมา ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม
สิ่งเหล่านั้นจะผลักดันเราให้เข้าใกล้ด้านที่มันเป็น และเรากำลังจะเป็น

สิ่งของบนโลกถูกกำหนดค่าของมันเอาไว้โดยมนุษย์
ทั้งที่มันก็มีค่าของตัวมันอยู่

ก็คงเช่นเดียวกับมนุษย์ ที่บางครั้งต่อให้ตัวเองมีค่าแค่ไหน
ก็ยังคงคิดว่าค่าของตนอยู่ที่คนรอบข้างจะกำหนดให้

แต่สิ่งที่ทุกคนควรรู้ไว้ก็คือ
"มีแต่เรา ที่กำหนดค่าของเราได้ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า คุณค่า"

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

Before I write it | คิดยังไงกับนิยายเรื่องแรก

ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี เด็กหนุ่มผู้ใช้กล้องถ่ายภาพบันทึกสิ่งต่างๆที่พบเจอรอบตัว แต่แล้ววันหนึ่งแรงกระตุ้นจากคำสบประมาททำให้เขาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับการถ่ายภาพจนพบกับกล้องเก่าๆที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ได้มอบพลังพิเศษบางอย่างให้เขาโดยบังเอิญ
พลัง... ที่ใช้ในการ "หยุดเวลา"

อ้างอิงจากเค้าโครงเรื่องจริงผสานกับจินตนาการและนิยามของการถ่ายภาพ กลายเป็นนิยายแนวแฟนตาซีที่จะบอกเล่าสิ่งต่างๆเกี่ยวกับการถ่ายภาพในมุมที่คุณคาดไม่ถึง

อ่านประโยคด้านบนแล้วรู้สึก ว้าว! ขึ้นมาหรือเปล่าครับ หากคุณกำลังตกใจและ สงสัยอยู่ล่ะก็ ผมก็พร้อมจะชี้แจงแถลงไขเดี๋ยวก่อนนะๆ ไม่ใช่ละ  เอาใหม่
ประโยคด้านบนที่คุณได้อ่านไปนั้น คือบทเรียกน้ำย่อยของนิยายเรื่องแรกของผม ที่ตอนนี้ยอมรับว่ายังย่ำอยู่ที่พล็อตเรื่องวนไปมา  เพราะผมพยายามหาจุดที่จะทำให้มันแตกต่างจากนิยายแฟนตาซีเรื่องอื่นๆ ตั้งแต่ที่มาเลยก็ว่าได้ เรื่องราวจะเป็นไปอย่างไร สิ่งที่จะเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน และนำไปสู่จุดไคลแมกซ์คืออะไร คุณคงต้องเป็นผู้ค้นหามันด้วยตัวคุณเอง และผมคิดว่าไม่นานคงจะได้ลงบทนำเรื่องในเร็วๆนี้

แต่ก่อนจะจากกันผมมีคำถามหนึ่ง(ที่แอบมีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหา)มาให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นกัน

หากคุณมี 1 โอกาสที่จะใช้พลังเหล่านี้ได้ภายใน 10 วินาที คุณจะเลือกวิธีใด? ใช้มันทำอะไร? และเพราะอะไร?”
1.       หยุดเวลา
2.       หน่วงเวลา
3.       เร่งเวลา
4.       ลบเวลา
5.       ย้อนเวลา
ข้อแม้คือพลังทั้งหมดนี้คุณจะใช้งานได้แค่ 10 วินาทีเท่านั้น

ลองคิดให้ดี และนำมาแชร์ความคิดกันนะครับ ไม่แน่ความคิดของคุณอาจได้เป็นส่วนหนึ่งของนิยายผมก็ได้
- ขอบคุณครับ -

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ถ้า โลกนี้ ไม่มี แมว | If Cats Disappeared from the World

"จะได้อะไรมาสักอย่าง ก็ต้องเสียอะไรไปสักอย่าง"

______________________________________

จากนิยายยอดนิยมของญี่ปุ่น ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สุดประทับใจ

- Seikai kara Neko ga Kietanara - 
(If Cats Disappeared from the World / ถ้า โลกนี้ ไม่มี แมว)
Genki Kawamura : เขียน
ดนัย คงสุวรรณ์ : แปล
สำนักพิมพ์ : Maxx Publishing



คุณจะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะตายในไม่ช้า?
หากได้รับข้อเสนอเพื่อต่อชีวิตกับการแลกสิ่งต่างๆบนโลกให้หายไป คุณจะยอมหรือไม่?

เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่มีชีวิตเรียบง่ายแบบคนปกติทั่วไป แต่โชคชะตากลับเล่นตลกให้เขามีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน 
หนำซ้ำยังเกิดเรื่องเหลือเชื่อพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษขึ้น
เมื่อ 'ปิศาจ' ที่หน้าตาเหมือนกับตัวเองเปี๊ยบ ได้มาบอกว่าเขาสามารถลบสิ่งต่างๆบนโลกให้หายไปได้ 1 อย่างเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อได้อีก 1 วัน
และมีหรือที่คนใกล้จะสิ้นหวังในชีวิตจะยอมทิ้งโอกาสนี้ไป โดยที่เขาลืมคิดไปเลยว่า... สิ่งสุดท้ายที่หายไปคือสิ่งที่เขารักมากที่สุด

บ่อยครั้งที่ระหว่างที่เหตุการณ์ดำเนินไปเรื่อยๆ ตัวเอกของเรื่องจะนึกย้อนถึงอดีตที่ผ่านมาของตนเอง 
แล้วมอบข้อคิดดีๆให้ผู้อ่านผ่านความทรงจำเหล่านั้น 
โดยทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาพร้อมกับตัวละคร ฉากต่างๆประมาณปี 90's ต้นๆลอยขึ้นเป็นภาพจินตนาการในสมอง ความงดงามแต่เรียบง่ายตามแบบฉบับของญี่ปุ่น ส่งกลิ่นอายออกมาอย่างชัดเจน
"โลกนี้มีเรื่องโหดร้ายมากมาย แต่ก็มีสิ่งสวยงามเยอะพอๆกัน"
"ของขวัญไม่ได้มีค่าเพราะ 'ของ' แต่มีค่าที่ 'เวลา' ที่เราจินตนาการว่าอีกฝั่งจะยินดีแค่ไหนตอนได้รับมากกว่า"
"ครอบครัวไม่ใช่สิ่งที่เรา 'มี' เป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมาต่างหาก"
นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของถ้อยคำจากตัวละครในเรื่อง ที่ตัวเอกใช้เวลาอยู่กับตัวเอง(และแมว)ทบทวนถึงสิ่งที่ทำไปแล้ว 
และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ดึงไปเชื่อมโยงกับตัวละครอื่นๆ เกิดเป็นความสัมพันธ์ในมุมมองที่เกิดขึ้นกับใครหลายคนเป็นปกติ 
เเต่กลับสร้างแรงสะเทือนถึงจิตใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครยังบ่งบอกความหมายได้ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็น ระหว่างครอบครัวของตัวเองที่มีความผูกพันกับแม่มาก จุดนี้ถูกหยิบยกมาเล่าหลายครั้งในเรื่อง ทำเอาผมอดคิดถึงบ้านไว้ไม่ไหว จนแอบมีน้ำตาคลอ
หรือกับคนรักที่ร้างลากันไป แต่กลับเป็นคนที่ตัวเอกตัดสินใจโทรหาเป็นสายสุดท้าย หรือเพื่อนที่ตั้งใจหาหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิตให้
และเจ้าแมวคู่ชีวิตที่ผ่านอะไรต่อมิอะไรมาด้วยกัน แต่เมื่อต้องเลือกการจากลา นี่ถือเป็นการตัดสินใจที่ยากจะทำใจของเรื่องเลยก็ว่าได้
 ท้ายที่สุดคือ เราจะมองเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ และสิ่งสำคัญต่างๆรอบตัว

ครั้งแรกที่ผมรู้จักหนังสือเล่มนี้คือ ในตอนที่รู้ว่ากำลังจะมีภาพยนตร์ฉายในประเทศไทย แต่สุดท้ายผมก็พลาด จากนั้นผมก็บังเอิญไปเจอวารสารฉบับหนึ่งที่มีเนื้อหาของเรื่องนี้อยู่ ซึ่งในฉบับนิยายเองก็เพิ่งจะวางขายได้ไม่นาน
 ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาหนังสือเล่มนี้ก็อยู่ในมือของผม มันเป็นความรู้สึกที่ไม่อยากหยุดไว้เลยตลอดเวลาที่อ่านและหลังจากอ่านจบ(ภายในวันเดียว)  ผมก็ยังคงหยิบมันขึ้นมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะ...

1. นี่เป็นหนังสือนิยายเล่มที่สองที่ทำให้ผมร้องไห้ได้
2. เป็นครั้งแรกที่ผมได้อ่านนิยายแปลของประเทศญี่ปุ่น
3. มีบางตอนของเรื่องที่ตรงกับชีวิตผม
4. ผมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กว่า 90% ของเนื้อหามันบอกความจริงของโลกอยู่อย่างแยบยล
5. นี่เป็นแหล่งรวมวลีเด็ดอย่างแท้จริง
6. คุณจะเห็นว่าชีวิตมีค่าแค่ไหน และสิ่งใดที่สำคัญกับชีวิต
7. ผมรักแมว

"นี่เป็นหนังสือที่ไม่ว่าใครก็อ่านได้ แม้ชื่อเรื่องจะมี 'แมว' อยู่ก็ตาม" 

- B_Photographer / Blogger -

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Fellow Traveler | เพื่อนร่วมทาง









"ในวันที่ท้องฟ้ามีสีเทา คุณเลือกที่จะรอให้สายฝนโปรยปรายลงมา

หรือออกเดินทางในขณะที่ยังมีเวลา?"




ผมมีคำตอบสำหรับคำถามนั้นอยู่ในใจ ตั้งแต่ยังไม่เงยหน้ามองฟ้า และผมก็ไม่ลืมที่จะพาเพื่อนสนิทของผมไปด้วย

เป้าหมายแรกของการเดินทางครั้งนี้คือ การหามื้อเที่ยง(รวมถึงมื้อเช้า) ของวันนี้ ก่อนที่ผมจะไม่มีแรงในการเดินทางต่อไป  ระหว่างทานมื้อเที่ยงนี้ ผมก็ขอแนะนำเพื่อนร่วมทางทั้ง 3 ของผมให้ทุกคนรู้จัก ซึ่งปกติแล้วในสายตาของคนที่มองผมมักจะไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด แต่คุณอาจจะมองข้ามเพื่อนๆของผมไปก็ได้

เริ่มที่คนแรก เขาชื่อ"เป้"ครับ เจ้าเป้คนนี้ผมเพิ่งจะรู้จักเมื่อไม่กี่เดือนก่อน โดยอยู่ๆ วันหนึ่งที่ผมกลับมาจากนอกบ้าน ลุงก็พาเจ้านี่มาแนะนำให้รู้จัก จนวันนี้มันก็ตามผมไปทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบุกป่า ฝ่าฝน จนได้เข้ากรุงมาเรียนด้วยกัน ผมก็ยังพามันมาด้วยทุกวัน

อีกคนชื่อ"น้ำ"ครับ คนนี้ผมยอมรับว่าขาดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะไปไหนก็ตามผมจะต้องมีเธอไปด้วยเสมอ เป็นคนเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกสดชื่นได้ทุกครั้ง เธอมักจะถูกผมเรียกหาบ่อยๆเวลาอาหาร(ตอนนี้ก็เช่นกัน)

ส่วนคนสุดท้ายชื่อ"กล้อง" คนนี้ความจำดีมาก เวลาผมสนใจอะไรบางอย่าง เจ้านี่จะคอยจดจำทุกรายละเอียดของสิ่งเหล่านั้นให้ผมได้อย่างแม่นยำ และแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เจ้านี่ก็ยังทำให้รู้สึกถึงช่วงเวลานั้นๆได้ ราวกับว่ามันเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า

ถึงตอนนี้หลายคนคงรู้สึกคุ้นๆ ชื่อเพื่อนๆ ของผมบ้างแล้วใช่ไหมล่ะครับ 
คุณคิดถูกแล้วครับ เพื่อนของผมเหล่านั้นก็คือสิ่งของที่พวกคุณรู้จักกันดี แต่สำหรับผมแล้วมันเป็นเหมือน "เพื่อนร่วมทาง" ที่ผมจะพาไปทุกที่ แม้ว่าในความจริงผมจะเดินอยู่เพียงลำพัง แต่เพราะสิ่งเหล่านี้ จึงทำให้ผมไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวแม้แต่น้อย กลับกันมันยิ่งทำให้ผมได้กล้าที่จะออกไปพบเจอสิ่งใหม่ๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ผ่านเรื่องราวที่มีผม และเจ้าพวกนี้เป็นตัวละคร

"และจนกว่าจะถึงจุดหมาย เรายังคงเดินทาง"

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

A Beautiful World Is Not Enough | หนังสือดีที่อยากแบ่งปัน

ก่อนอื่นต้องขออภัยทุกคนที่ผมไม่ได้เขียนอะไรลง Blog มาระยะนึง เนื่องด้วยมีเรื่องยุ่งหลายอย่างที่ต้องจัดการ และผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะนำเรื่องอะไรมาเขียนให้ทุกคนอ่านดี

จนกระทั่งเมื่อวาน ผมได้ซื้อหนังสือเล่มหนึ่งมา มันเป็นหนังสือที่ผมอยากได้มาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลองอ่านมันเมื่อเดือนก่อน แต่ในตอนนั้นผมเสียดายมากที่พกเงินไปไม่พอสำหรับซื้อมัน และในที่ผมก็ได้มันมาอยู่ในมือจนได้



"A Beautiful World Is Not Enough" นั่นคือชื่อของหนังสือเล่มนี้ ถูกเขียนโดย Damrong Pinkoon เป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม และถูกตีพิมพ์ในหลายภาษาทั่วโลก เนื้อหาในเล่มเกี่ยวกับจิตวิทยา การจัดการตัวเอง และความรู้ทั่วไป ซึ่งผมคิดว่ามันให้มากกว่านั้น ส่วนใครที่สนใจ ผมเองก็ไม่ทราบว่าจะหาซื้อได้ที่ใดบ้าง(หากใครที่รู้ก็ Comment ที่ด้านล่างได้เลยครับ) ผมซื้อที่ร้านนายอินทร์สาขาเซ็นทรัลพลาซาแจ้งวัฒนะ ซึ่งตอนนั้นเหลือเพียง 2 เล่ม และในเมื่ออยู่ที่ผม 1 เล่มก็หมายความว่าที่นั่นมีแค่เล่มเดียวแล้ว 
เกือบลืมบอกไป ราคาน่ะ ตามปกมันมี 2 สกุลเงินคือ UK£ 9.99 และ US$ 15.99 ซึ่งตามราคา TH฿ ที่ผมซื้อมาก็อยู่ที่เล่มละ 495 บาทครับ (คราวนี้คิดหนักกันล่ะสิ) เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจะ Review เนื้อหาบางส่วนให้ผู้อ่านทุกคนไปตัดสินใจกันเองทีหลัง แต่ส่วนตัวผมพอใจกับความคุ้มค่าของมันอยู่แล้ว

เขาเริ่มต้นเนื้อหาด้วยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโลก และระบบสุริยะของเราซึ่งเป็นเรื่องจริงและนำไปใช้ได้ ในบางตอนเราอาจไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน ต่อด้วยการอธิบายเหตุผลที่โลกกลมด้วยทฤษฎีทางความคิด ซึ่งในหัวข้อนี้จะอยู่ในหลายๆตอนของหนนังสือ นับว่าเป็นจุดเด่นของมันเลยก็ว่าได้

สิ่งที่ผมสังเกตได้อีกอย่างจากหนังสือเล่มนี้คือ การจัดวางเนื้อหาที่น่าสนใจ โดยมีการแบ่งหน้ากระดาษเป็นฝั่งซ้ายและขวา ด้านนึงสื่อสารโดยใช้ภาพ และข้อความประกอบกันบางหน้าก็เป็นเชิงสัญลักษณ์ ส่วนอีกฝั่งก็จะขยายความให้เข้าใจมากขึ้น

ข้อความต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้นะครับ

"Think" then "Act"
"Thinking" but not acting on would be just "fanciful thinking".
"Think" and Act is called "Trying".

The reason why the Earth is round

is that when we tried something
we will get "results" that are equal to the amount of energy we put it.
When we give a certain amount of
"effort + "determination"
we will always get results equal to the amount of energy we've invested.
- A Beautiful World Is Not Enough / p.15 -

"คิด" แล้ว "ทำ"
"คิด" แต่ไม่ทำ จะเป็นแค่ "ความคิดเพ้อฝัน"
"คิด" และทำ เรียกว่า "ความพยายาม"

เหตุผลที่โลกกลม

คือ เมื่อเราพยายามทำบางสิ่ง เราจะได้รับ "ผล" ที่เท่ากับปริมาณแรงที่เราใส่ลงไป
เมื่อเราให้ "ความพยายาม +" ความมุ่งมั่น " ในจำนวนหนึ่ง
เราจะได้รับผลตอบแทนเท่ากับปริมาณพลังที่เราลงทุนไปเสมอ
(แปลเองนะครับ ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วย)

จะเห็นว่านอกจากทัศนคติที่ผู้เขียนได้นำเสนอแล้วยังสอดแทรกข้อเท็จจริงเรื่องแรงตามกฎฟิสิกส์ลงไปด้วย ซึ่งผมก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงในเรื่องนี้ได้เลย และในทุกหน้าของหนังสือ จะบรรจุความจริงของโลกนี้เอาไว้ มันเป็นแนวทางที่จะช่วยให้คุณรู้จักโลกนี้มากยิ่งขึ้น ข้อคิดต่างๆถูกซ่อนไว้ในข้อความที่ดูเรียบง่าย ภาพ และสัญลักษณ์จะทำให้มองเห็นตัวอย่างของสิ่งที่ข้อความต้องการจะสื่อ และนี่เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นของผมที่มีต่อหนังสือเล่มนี้ สิ่งที่จะพิสูจน์ว่ามันดีสำหรับคุณแค่ไหน มีแค่การตัดสินใจของคุณเอง


วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Hello It's Me | ทำความรู้จักกันหน่อยดีกว่า

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกคนเลยนะครับ สำหรับบทความเรื่องนี้มันอาจจะไม่ได้เป็นบทความซักเท่าไร เพราะว่าผมจะบอกเล่ารายละเอียดทุกๆอย่าง(เท่าที่ผมพอจะบอกคุณได้) เกี่ยวกับตัวของผมเอง เพื่อที่ผู้อ่านใหม่ๆ และที่ติดตามอยู่แล้ว จะได้รู้จักผมมากขึ้น เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็... เชิญได้เลยครับ
(อย่าเบื่อซะก่อนนะ)


Photo credit : Khwanchai Kittiwisetkul


ชื่อ : นายนิธิภัค อินทร์พิทักษ์
ชื่อเล่น : แบม
เกิด : 30 มกราคม 1998
อายุ : 19 (2017)

Contact 
Google+ : BreakingBam







สิ่งที่ชอบ
สี : ฟ้า, น้ำเงิน
ดนตรี : Pop, Hip-hop, Electro house, Soft rock 
ศิลปินสากล : Bruno Mars, Taylor Swift, Gym Class Heroes, Maroon 5 & More
ศิลปินไทย : แสตมป์ อภิวัชร์, Getsunova

สนใจใน
กีฬา X-Treme, IT, Gadgets, การถ่ายภาพ, การเดินทาง, Anime, Superheroes, จิตวิทยา, ภาษา

งานอดิเรก
ถ่ายภาพ, ท่องเที่ยว, สะสมโมเดล และ Boxset ภาพยนตร์ต่างๆที่ชอบ, เล่นการ์ดเกมและสะสม, เขียนบทความ

จุดเริ่มต้นของการเขียนบทความ
เมื่อสมัยเรียนอยู่ ม.5 ผมได้ทำงานเขียนประเภทนิยายซึ่งตอนนั้นมันก็เป็นแค่งานที่ทำเพื่อส่ง ผมยังไม่ได้สนใจด้านนี้มากนัก แต่เพราะการเขียนนิยายจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการเล่าเรื่อง การลำดับเหตุการณ์ จึงทำให้ผมได้อ่านและรู้จักหนังสือมากมายหลายประเภท และผมก็ไปติดใจหนังสือแนวจิตวิทยาอยู่พักใหญ่ จนในวันหนึ่งผมได้พบนักเขียนที่มีชื่อเสียงเท่าที่ผมรู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง และผมว่าหลายๆคนคงจะรู้จักนักเขียนท่านนี้ไม่มากก็น้อย นั่นก็คือ... 
Dr.Pop หรือ ฐาวรา สิริพิพัฒน์ นักเขียนนิยายแนวแฟนตาซีชื่อดัง ผมได้รับฟัง Talk show ของเขา 
และยังได้พูดคุยอย่างใกล้ชิด ทำให้ผมได้ข้อคิดและแรงบันดาลใจหลายๆอย่าง ในการที่จะคิดทำในสิ่งใดๆก็ตาม
ที่เราต้องการ
ต่อมาผมเริ่มเขียนคำบรรยายประกอบภาพถ่ายของตัวเอง และค่อยๆเปลี่ยนเป็นการโพสต์ Status จนวันหนึ่ง
ผมได้คุยกับ Dr.Pop อีกครั้งเรื่องที่เขาได้คิดทำ Website ของตัวเองขึ้น เขาบอกผมประมาณว่า 
"บางทีเราน่าจะมีอะไรเหลือไว้เป็นของตัวเองบ้างนะ" เพราะ Social Network ถึงแม้มันจะเป็นของเรา แต่มันก็
ยังอยู่บนพื้นที่สาธารณะ ดังนั้นเราน่าจะสร้างพื้นที่ของตัวเองดู หลังจากนั้นผมก็ยังได้แต่คิดและ ฝึกการเขียน
โดยใช้วิธีเดิมๆอยู่ จนกระทั่งผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาพูดถึงการเขียน Blog อยู่ด้วย ผมจึงบอกกับตัวเองว่า
"เราเองก็ควรจะเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ๆได้แล้ว"



วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Comm. Arts Camp | ค้นหาตัวตน คนนิเทศฯ

"เรื่องราวต่อจากนี้เป็นเรื่องจริงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559"

"ถ้าไม่รีบตื่นจะไปโรงเรียนสายนะ!" เช้านี้ผมคงได้ยินคำพูดนี้แน่ๆ ถ้าหากผมยังเรียนอยู่มัธยม
ระยะเวยาปิดเทอมที่ยาวนานทำผมเสพติดการนอนจนเข้าขั้นขี้เกียจ
"เอ๊ะ! แต่เดี๋ยวนะ วันนี้มีค่ายที่สถาบันนี่หว่า!" เมื่อรู้ตัวเช่นนั้น สมองและร่างกายก็ถูกกระตุ้นให้รีบเร่ง
ทำกิจวัตรเหมือนดั่งถูกไฟช๊อต

................................................................................................

คุณเคยได้ยินว่ามีสถาบันแห่งหนึ่งที่มี 7-Eleven ขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าสถาบันหรือเปล่า?
คุณเคยรู้หรือไม่ว่าที่นี่มีเครื่องบินจำลองตั้งอยู่ภายในอาคาร?
คุณต้องแปลกใจในครั้งแรกแน่ๆ ถ้ารู้ว่าที่นี่มีบันไดเลื่อนที่ใช้ระบบ Sensor

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในหลายหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอเกี่ยวกับภายใต้กิจกรรม "สัมผัสแรก สัมผัสประทับใจ" ที่ให้ว่าที่นักศึกษาใหม่ทุกคนได้มีส่วนร่วม และทำความรู้จักกันไปในตัว ซึ่งนับว่าได้ผลดีมาก
ผมได้เห็นความแตกต่างระหว่างหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ที่หลายคนไม่ค่อยกล้าทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่
นั่นรวมถึงตัวผมเองด้วย แต่ในเวลานี้ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นแสดงให้เห็นว่าทุกคนดูจะสนุกสนานกันอย่างชัดเจน

Photo credit : CommArts Panyapiwat 
- ย้อนกลับไปประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนหน้านี้ -

ทันทีที่ผมมาถึงหน้าสถาบัน สายตาผมรีบมองหาคนที่ดูคล้ายกับผม นั่นคือใครก็ได้ที่สวมชุดพละ เพราะมันหมายความว่าเรามาค่ายเดียวกันและผมจะได้ไม่ดูเปล่าเปลี่ยวเวลาเดินเข้าไป แต่เหมือนโชคไม่เข้าข้าง สุดท้ายผมต้องจำใจเดินคนเดียว และหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาเพื่อนที่รู้จักกันก่อนหน้านี้แล้ว

"ฮัลโล แบมว่าไง อยู่ไหนเนี่ย?"
"กำลังเดินเข้าไป แล้วเองอยู่ไหน?"
"เค้าอยู่ชั้น 3 อ่ะรีบขึ้นมานะ (เฮ้ย พวกเองรอก่อน แบมกำลังมา)"
"โอเคๆ จะรีบไป"

หลังการสนทนาจบลงผมรีบเดินตรงไปหน้าอาคารซึ่งดูเหมือนจะมีงานอะไรสักอย่างจัดอยู่ แต่แล้วก็มีรุ่นพี่เดินเข้ามาหา "น้องมาค่ายนิเทศใช่ป่ะ?"
"ครับ" ผมตอบ จากนั้นพี่คนหนึ่งก็พาผมไปยังสถานที่จัดกิจกรรม

การต้อนรับอย่างอบอุ่นเริ่มต้นด้วยเสียงดนตรี และบทเพลงที่ขับร้องโดยรุ่นพี่คนหนึ่ง ทำเอาเพื่อนๆผู้หญิงหลายคนซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ จากนั้นการเปิดค่ายอย่างเป็นทางการก็เป็นหน้าที่ของเหล่าอาจารย์มากความสามารถ พร้อมทั้งการบรรยายเกี่ยวกับความเป็นมาของคณะ และสาขา ตลอดจนสายงานที่เกี่ยวข้องก็ถูกสรุป รวบรัดให้เข้าใจภายในเวลาไม่นาน

การดำเนินพิธีการต่างๆเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พวกเราเตรียมตัวที่จะไปยังสถานที่ต่อไป แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องมีภาพหมู่เป็นที่ระลึกเสียก่อน

Photo credit : CommArts Panyapiwat 
เราเดินทางโดยรถทัวร์ที่ทางสถาบันจัดเตรียมไว้ให้ แต่หลังจากออกมาไม่นาน ฟ้าฝนก็เล่นตลกตกลงมาซะดื้อๆ จนเรามาถึงจุดหมายแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุด ทำให้เราต้องวิ่งฝ่าสายฝนเพื่อเข้าไปหลบในอาคาร

อ้อ!.. ผมลืมบอกไปว่าเรากำลังมาทำอะไร ที่ไหน


ตอนนี้เรามาอยู่ที่ "สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์" หรือ MCOT นั่นเอง ซึ่งที่นี่เราก็จะได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาต่างๆ การทำงานทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง รวมถึงอีกหลายเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ในการเตรียมพร้อมสู่การเป็นเด็กนิเทศ


แต่... ดูเหมือนว่าเราจะมาเร็วเกินไปหน่อย นั่นก็อาจจะเป็นเพราะฝน ที่ทำให้เราต้องรออีกเกือบ 1 ชั่วโมงก่อนถึงเวลาที่ติดต่อไว้ แต่ก็ทำให้หลายคนได้เตรียมตัว และจัดการกับธุระส่วนตัวให้เสร็จสิ้น และพร้อมรับสิงที่กำลังจะได้เห็นต่อจากนี้


สิ่งแรกที่เราได้เห็นหลังจากการทักทายกันก็คือ เรื่องราวของ MCOT ที่ผมเชื่อว่าหลายคนก็อาจไม่เคยรู้มาก่อน อีกทั้งอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในสมัยนั้นยังถูกเก็บเอาไว้อย่างดี ภาพถ่ายเก่าๆทำให้พอจินตนาการถึงสิ่งที่เป็นไปตอนนั้นจนกระทั่งกลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้ได้คร่าวๆ ซึ่งผมว่านี่แหละคือข้อดีของภาพถ่าย "เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ภาพถ่ายก็ยังคงเป็นเครื่องบันทึกช่วงเวลาที่ไม่อาจปฏิเสธได้"


ต่อจากนั้น เราได้มีโอกาสเข้าไปชมการบันทึกรายการ... เอ่อ ผมลืมชื่อรายการ ขอโทษด้วยครับ
แต่มันน่าสนใจนะ ที่เราได้เห็นการทำงานของทั้งผู้ดำเนินรายการและฝ่ายทีมงานอย่างใกล้ชิดติดขากล้องขนาดนี้ สิ่งที่ต้องรู้เวลาเข้ามาเยี่ยมชมขณะถ่ายทำคือเราต้องงดใช้เสียง หรือพยายามเงียบให้สุดๆเลยล่ะ เพราะเสียงอาจจะรบกวน และเข้าไปอยู่ในการบันทึกได้ จึงต้องระวังมากๆ




สุดท้ายเราได้เข้าไปชม Studio ขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์ครบครับ และฉากรายการต่างๆหลายรูปแบบ ซึ่งเมื่อได้มาเห็นจริงๆ ทำให้เราต้องนึกถึงเวลาที่ดูผ่าน TV ที่แม้ว่ามันไม่ได้แตกต่างอะไร แต่กลับรู้สึกแปลกใจและชวนให้สงสัยอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งนี่อาจจะเป็นเสน่ห์ของสายงานนี้ก็ว่าได้

แต่เดิมแล้วผมไม่ได้ชอบการถ่ายภาพอย่างจริงจังสักเท่าไร แต่เพราะเมื่อเริ่มหัดไป เรียนรู้ไป ผมได้ค้นพบวิธีการต่างๆ  มุมมองที่แปลกไป และพบเจอผู้คนที่มีประสบการณ์มากขึ้น ทำให้ผมอยากที่จะรู้ และรักมันมากขึ้น ซึ่งมันก็จริงอย่างที่มีคนเคยกล่าวว่า "เราไม่มีทางรู้จริงๆหรอกว่าเราชอบอะไร ในเมื่อเรายังไม่ได้ลองมัน" และผมคิดว่าผมมาถูกทางแล้วล่ะ

Photo credit : CommArts Panyapiwat
ก่อนจากกันเราก็ได้ร่วมถ่ายภาพหมู่อีกครั้งที่ MCOT และเดินทางกลับสถาบัน ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งวันที่สนุก มีความสุข และมีค่ามากที่สุดไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งที่ได้รับในวันนี้มันเป็นทั้งประสบการณ์และความรู้สึกที่ดีตลอดทั้งวัน ซึ่งผมขอขอบคุณ PIM อย่างมากที่จัดค่ายนี้ขึ้นมา มันดีมากจริงๆ

สำหรับเพื่อนๆที่พบกันในวันนี้ แล้วเราจะเจอกันอีกครั้งในไม่ช้า แน่นอน ^^


ปล. ขอบคุณสำหรับภาพถ่ายจาก Page : CommArts Panyapiwat
ภาพไหนที่ไม่มี Credit แปลว่าผมถ่ายเองนะครับ 







วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Back To School | เปิดเทอมนี้ไม่ได้เป็นนักเรียนแล้ว

 "ถ้าแสงของตะวันยามเช้าคือสัญญาณของวันใหม่

เสียงทักทายของนักเรียนก็คงเปิดสัญญาณของการเปิดเทอม"

บรรยากาศที่แสนจะคุ้นตา ตึก อาคาร สถานที่ต่างๆ มองดูแล้วยิ่งชวนให้คิดถึงสิ่งที่ผ่านมา ภาพของเด็กนักเรียนที่ดูตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆรอบตัว และแววตาที่อยากรู้อยากเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้และวันต่อๆไป ดึงเอาภาพวันเก่าๆในความทรงจำของผม ณ ที่แห่งนี้ออกมาฉายในความคิดอีกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างไปก็คือ ตอนนี้ผมเลยจุดนั้นมาไกลแล้ว จากตื่นเต้นเป็นยินดี จากอยากรู้เป็นแบ่งปัน... 

วันนี้เป็นวันเปิดเทอมของโรงเรียน(เก่า)ของผม สาเหตุที่ผมบอกแบบนั้นก็เพราะผมเรียนจบจากที่นี่แล้ว แม้ว่ามันเพิ่งจะผ่านมาไม่กี่เดือน แต่ผมก็คือศิษย์เก่าอย่างเต็มตัวสำหรับโรงเรียนนี้ ผมมีธุระบางอย่างที่จำเป็นให้ต้องมาที่นี่ ซึ่งที่จริงแล้วผมจะมาวันอื่นๆก็ได้ แต่เพราะผมอยากเห็นวันแรกของการเปิดเรียนและความรู้สึกของตัวเองที่ได้กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้ง ผมจึงเลือกวันนี้

ผมเสียเวลาไปเกือบครึ่งวันจนรู้ว่าธุระของผมคงไม่สามารถทำให้เสร็จได้ในวันนี้ ผมจึงเปลี่ยนแผนไปเป็นการเยี่ยมชมบรรยากาศในโรงเรียนของวันนี้แทน แต่จะให้เดินเล่นคนเดียวก็คงไม่สนุก แถมจะหาเพื่อนมาเดินด้วยคงยากเพราะทุกคนก็ไม่ได้ว่างมากอย่างผม (ฮ่าๆ) ด้วยความใจกล้า และ(คิดว่า)มั่นใจใน Skill ภาษา ผมจึงชวนครูอาสาสมัครที่มาจากต่างประเทศซึ่งอายุเท่ากับผมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนก่อนแล้ว และผมคิดว่าวันนี้มันต้องสนุกมากแน่ๆ


เธอชื่อ Emily อายุ 18 ปี มาจากประเทศอังกฤษ เป็นครูอาสาสมัครสอนภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่นักเรียนที่เธอสอนจะอยู่ม.ต้น 
อ้าว? แล้วถ้างั้นเธอมารู้จักผมได้ไงน่ะหรอ ก็คงต้องย้อนไปช่วงใกล้จะปิดเทอม ขณะที่ผมกำลังถ่ายภาพให้กับเพื่อนอีกหลายคนอยู่เธอก็ปั่นจักรยานผ่านกลุ่มพวกเราไป แล้วเพื่อนของผมคนนึงก็อยากขอเธอถ่ายภาพด้วย กลายเป็นว่าต้องเป็นหน้าที่ผมไปถามเธอ เพราะผมเป็นช่างภาพ และเพื่อนๆคิดว่าผมพอจะพูดคุยกับคนต่างชาติได้? หลังจากได้ภาพสมใจมันแล้ว ไหนๆก็กล้องตัวเอง ผมก็เลยให้มันถ่ายให้ผมด้วยอีกภาพ และคืนเดียวกันผมก็ส่งรูปไปให้เธอดู จากนั้นเราก็เริ่มคุยกันมาเรื่่อยๆ ตอนแรกผมก็มักจะใส่คำว่า Teacher นำหน้าชื่อเธอเวลาคุยกัน แต่พอรู้อายุจริงๆเข้า ต่างคนก็เลยใช้ภาษาระดับเพื่อนทำให้ไม่ต้องวางตัวลำบากเวลาคุยกัน

กลับมาที่เรื่องเดิม หลังจากที่เราทักทายกันเรียบร้อยแล้ว ผมก็เริ่มพาเธอเดินทัวร์รอบโรงเรียน(ทั้งๆที่เธอก็อยู่ในโรงเรียนตลอด) แต่เธอบอกว่าเวลาที่ไม่มีคาบสอนเธอก็อยู่แต่บนห้องพักครู ไม่เคยมาเดินทั่วแบบนี้เลย  เราเดินไปคุยไปได้สักพัก เสียงสัญญาณพักทานอาหารกลางวันของม.ต้นก็ดังขึ้น ประกอบกับผมไม่ได้ทานมื้อเช้ามาด้วย เธอเลยชวนผมไปหาอะไรทานกันที่โรงอาหาร ปกติเธอจะนั่งร่วมโต๊ะกับครูท่านอื่นๆแต่วันนี้เธอจะนั่งเป็นเพื่อนผมที่โต๊ะสำหรับนักเรียน
เราเดินไปที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวร้านโปรดของผมตอนที่ผมเรียนอยู่ ซึ่งป้าเจ้าของร้านก็ยังจำผมได้ และยิ่งไปกว่านั้น ผมยังไม่ทันเอ่ยปากสั่งเมนูป้าก็พูดว่า "เหมือนเดิมใช่มั้ย?" และส่งยิ้มให้ผมเหมือนกับว่ารู้ทันสื่งที่ผมจะพูด นั่นทำให้ผมรู้สึกดีใจที่ยังมีคนทำกับผมเหมือนผมยังเป็นนักเรียนคนหนึ่งอยู่

หลังจากทานมื้อเที่ยงกันเรียบร้อยแล้ว เรากลับขึ้นไปที่ห้องพักครู และก็พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ ของตัวเอง และเล่าถึงความแตกต่างระหว่างประเทศของเรา จากนั้นเธอก็หยิบห่อขนม กับกล่องขนมอย่างละชิ้นยื่นให้ผม เนื่องจากก่อนหน้านี้เธอไปเที่ยวที่เกาหลีมาและสัญญากับผมว่าจะหาของฝากติดมือมาให้และเราต้องเจอกันอีกครั้งให้ได้(นี่เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผมมาวันนี้) เพราะว่าในเมื่อผมจบออกจากโรงเรียนไปแล้ว เราก็คงยากที่จะพบกันอีก "แม้ว่ายุคสมัยนี้จะทำให้การสื่อสารที่ไม่ว่าจะไกลแค่ไหนก็ยังติดต่อถึงกันได้ แต่การพบปะพูดคุยกันจริงๆนั้น ก็ยังเป็นวิธีที่ดีกว่าเสมอ"




เธอก็ขอสัมภาษณ์ข้อมูลบางอย่างกับผม เธอบอกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของ Project ที่จะต้องทำให้ผ่าน ซึ่งพอได้ฟังแต่ละคำถามแล้ว ก็ทำให้ผมแปลกใจอยู่หลายข้อถึงแนวคิดของคนที่ตั้งคำถามเหล่านี้ให้เธอ 




พอจบการสัมภาษณ์เราเลือกที่จะเข้าไปดูการเตรียมความพร้อมมในการเรียนของน้องๆนักเรียนชั้นม.1 ซึ่งจัดขึ้นในวันนี้ และห้องที่จัดก็อยู่ตรงข้ามกับที่เรานั่งอยู่พอดี
เราเดินเข้าไปทางหลังห้องอย่างเงียบๆโดยไม่ได้บอกใครที่นั่นไว้ล่วงหน้า ก็เลยทำให้มีสายตาจับจ้องมาที่เราอยู่พอสมควร ทำเอาผมรู้สึกเกร็งๆ เล็กน้อย และแล้วก็มีครูท่านหนึ่งเดินเข้ามาคุยด้วยและทำให้ผมรู้ว่ายังมีอีกที่หนึ่งที่กำลังจัดกิจกรรมแบบนี้อยู่ ผมจึงหันกลับไปถาม Emily ว่าเธออยากจะไปอีกที่หรือเปล่า ซึ่งเธอก็ตอบตกลงอย่างไม่รีรอ ด้วยน้ำเสียงและแววตาที่ดูตื่นเต้นมาก

เราเดินกันมาจนถึงอีกห้องหนึ่งที่จัดกิจกรรมอยู่ ซึ่งในเวลานั้นเป็นช่วงที่พอดีกับที่"วิชาภาษาอังกฤษ"กำลังสอนอยู่ และแน่นอนเราถูกจ้องมองด้วยสายตาเช่นเดียวกับเมื่อสักครู่ แต่คราวนี้ดูจะมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด คุณครูที่กำลังทำการสอนท่านรู้จัก Emily อยู่แล้ว จึงเดินตรงเข้ามาหาเธอและชวนเธอให้ร่วมสนุกด้วย ซึ่งผมก็เดินตามอย่างห่างๆ เพราะกลัวว่าจะโดนเรียกไปเหมือนกัน 


เด็กๆถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละประมาณ 5-6 คน และกิจกรรมที่เด็กๆกำลังทำอยู่นั้นคือการเขียนแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษตามความสามารถที่มีอยู่ ซึ่งนั่นหมายความว่าใครที่พอทำได้ก็จะเป็นที่ต้องการของเพื่อนๆในกลุ่ม สำหรับการ... นำต้นฉบับไปลอกและแก้ไข(ฮ่าๆ) คุณครูได้ให้ Emily แนะนำตัวและทักทายกับเด็กๆ ช่วงแรกๆก็ดูเหมือนจะตั้งใจฟังกันดีอยู่หรอก แต่เมื่อเริ่มฟังไม่รู้เรื่อง(ก็ไม่ใช่ภาษาไทยนี่) เด็กๆก็เริ่มจะเสียงดังขึ้นและไม่ค่อยสนใจสิ่งที่เธอพูด และนั่น... ทำให้ความซวยตกลงมาอยู่ที่ผม คุณครูท่านนั้นคว้าแขนผมเข้าหาตัวและยื่นไมค์ให้พร้อมกับคำพูดที่ว่า "อ่ะ! ไหนลองมั่งซิ" แค่เพียงไม่กี่คำนั่นแหละครับ ทำผมสะดุ้งและกล้าๆ กลัวๆไม่ใช่น้อย เด็กแถวหน้าเริ่มมองมาที่ผม ทั้งๆที่ผมยังไม่ได้พูดอะไร

"เอ่อ... หวัดดีคร้าบ!" ตอนนี้ทุกสายตามองมาที่ผมแล้ว
"ถ้าอยากฟังพี่พูด รบกวนช่วยเงียบกันหน่อยนะครับ" เสียงเอะอะ พลันสงบลง
"Hi! My name is Nitipak Inphithak, my nickname is Bam, I'm 18 years old" ประโยคเอาตัวรอดในการแนะนำตัวที่เคยใช้ตอน ม.1 ถูกนำมาพูดอีกครั้ง และเด็กๆดูจะสนใจมากกว่าตอนที่ Emily พูด(แอบชมตัวเองนิดๆ) จากนั้นผมก็เริ่มชวนเด็กให้เข้ามาอยู่ในการสอนของผม โดยการใช้ความเป็นกันเองเข้าหาตัวเด็กๆ และเริ่มให้พวกเขากล้าที่จะออกมาพูดท่ามกลางเพื่อนๆ แน่นอนว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด ผมจึงจำเป็นต้องมีตัวล่อ ที่เรียกว่า "รางวัล" เพราะมันเป็นแรงจูงใจชั้นดีสำหรับผู้กล้าที่จะมายืนพูดต่อหน้าเพื่อนๆ และมันก็ได้ผลจริงๆซะด้วย เด็กผู้หญิงคนนึงเดินออกมา ผมจึงเรียกให้เธอมายืนใกล้ๆ พร้อมขอดูกระดาษที่อยู่ในมือเธอ ดูจากการเขียนแล้วเธอพอจะมีแววอยู่ไม่น้อยสำหรับวัยนี้ 
"ต้องใช้กระดาษมั้ย?" ผมถามลองใจเธอดู
"ไม่เป็นไรค่ะ หนูจำได้" เธอตอบ และรับไมค์จากมือผมไป จากนั้นเธอก็พูดตามที่เขียนอย่างคล่องแคล่ว พอพูดจบ เสียงปรบมือให้กำลังใจจากเพื่อนๆก็ดังขึ้น ผมแซวเธอเล็กน้อยถึงสิ่งที่เธอเขียนก่อนจะให้รางวัล เป็นพวงกุญแจที่ผมดึงมาจากกระเป๋าผมเป้ของผม และผมก็คืนใมค์ให้ครูพร้อมเดินกลับไปหา Emily ซึ่งเธอก็บอกว่าตกใจเล็กน้อยที่เห็นผมสามารถคุมเด็กๆให้เชื่อฟังได้ และวิธีการสอนที่เข้าหาตัวเด็กนั่นมันดีมาก และยังบอกให้ผมน่าจะไปเรียนเป็นครูดีกว่า เราหัวเราะกันเล็กน้อย และอยู่ต่ออีกไม่นานก็เดินออกจากห้องไป

ดูเวลาตอนนี้อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เริ่มใกล้เวลาเลิกเรียนแล้ว ผมจึงอาสาเดินไปส่งเธอที่ห้องพักครู แต่ระหว่างนั้นเราเดินผ่านร้านไอศครีม เธอจึงถามผมว่าชอบไอศครีมหรือเปล่า ผมก็ตอบไปว่า ใช่ แล้วเราก็เดินตรงไปซื้อไอศครีมด้วยกันที่ร้าน เธอหยิบไอศครีมแท่งที่ราคาแพงสุดในตู้ออกมา ส่วนผมก็เลือกโคนราคากลางๆ แล้วยื่นเงินที่เตรียมไว้ในมือให้คนขาย แต่ Emily ดูเหมือนจะติดขัดอะไรเล็กน้อย "เท่าไรคะ?" ประโยคคำถามเป็นภาษาไทยที่ไม่ค่อยจะได้ยินบ่อยนักจากปากเธอ กล่าวถามราคาของไอศครีมในมือ ซึ่งราคาของมันคือ 50 บาท แต่เงินในมือเธอมีอยู่ 40 บาท เธอจึงรีบค้นหาในทุกซอกทุกมุมของกระเป๋าเพื่อจะนำมาจ่ายให้ครบ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นการจัดการปัญหาเฉพาะของชาวต่างชาติ โดยขณะที่กำลังหาเธอก็บอกกับคนขายเป็นภาษาไทยไปด้วย ทำให้ผมรู้ว่าทักษะภาษาไทยของเธอก็เก่งไม่แพ้กัน 

เราเดินกินไปคุยไปจนมายืนกันอยู่ที่หน้าห้อง ก่อนเธอจะปิดประตูและผมก็ขอตัวกลับในเวลาเดียวกัน 
"Bye! See ya!" ผมบอกกับเธอพร้อมส่งยิ้มเล็กน้อย
เธอเองก็ยิ้มและตอบกลับมา... "See you soon! Byeee" 
เธอหันหลังกลับไป บานประตูค่อยๆเคลื่อนมา ผมยังคงยืนอยู่ตรงนั้นจ้องมองจนกระทั่งมันปิดสนิท และตัดสินใจเดินกลับออกมา




วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

How to make the future | แค่วินาทีข้างหน้า ก็ถือว่าเป็นอนาคต

เฮ้! นี่เราเอาเวลารอบะหมี่สุก 3 นาทีมาเขียนเลยนะ

ผมจำได้ว่าเมื่อตอน 11 โมงกว่าๆ ผมยังนั่งดู MV เพลงอยู่บนเตียง แต่ทำไมรู้สึกตัวอีกที
มองนาฬิกาตอนนั้นก็บ่ายสองซะแล้ว

ลำพังฤทธิ์ยาแก้อักเสบที่กินไปเมื่อเช้าก็ไม่น่าทำให้ผมหลับได้ หรืออาจจะเพลียเพราะอากาศที่ร้อนเกินบรรยาย แต่ก่อนหน้านั้นสิ่งที่ผมจำได้คือ...

ผมเริ่มคิดทบทวนทั้งเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาและ วางแผนสำหรับเรื่องในอนาคต และมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง  "นี่เราจำเป็นต้องคิดมากกับเรื่องพวกนี้หรอ?" "ในอนาคตเราจะต้องมาปวดหัวแบบนี้อีกกี่ครั้ง?"
ณ ตอนนี้ผมเป็นเพียงวัยรุ่นอายุ 18 ที่ยังหาคำตอบให้กับเรื่องเหล่านี้ไม่ได้

และอีก 1 เดือนหลังจากนี้ผมต้องพร้อมสำหรับการเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างเต็มตัว การที่จะต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเอง และหน้าที่ต่างๆ โดยที่ไม่มีใครมาสอนผมได้เหมือนแต่ก่อน และที่สำคัญผมต้องไม่ไปเป็นภาระของคนอื่น (หรือถ้าจำเป็นก็ต้องให้น้อยที่สุด)


โชคดีที่ผมมีครูท่านหนึ่งที่สนิทพอจะพูดคุย และให้คำปรึกษากับผมได้ 
หลังจากที่ได้คุยกันเล็กน้อย นั่นก็พอจะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมากบ้าง ถึงอย่างนั้นด้วยความที่ใช้ความคิดจนร่างกายต้องขอยอมแพ้ คงทำให้ผมเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Hello summer! | ร้อนจนเกินทน

ช่วงหน้าร้อนเดือนนี้ผมใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอยู่หน้า Notebook ในห้อง เล่น Social Network ไปเรื่อย
ไม่ก็แต่งรูปเก่าๆที่ถ่ายดองไว้นาน และมักจะเปิดเพลงใน Youtube ฟังไประหว่างนั้นด้วย

แต่ก็ไปสะดุดเข้ากับดนตรีแนว Rock แต่เนื่อเพลงคุ้นหูที่ท่อน "Hello it's me" 
เฮ้ย! นี่มัน Hello ของ Adele นี่นา มันทำให้ผมเปลี่ยนหน้าต่างเพื่อมาดู clip นี้ทันที
และทำให้ผมรู้แล้วว่าวันนี้จะโพสต์อะไรใน Blog

Adele - Hello (Rock Cover by Fame On Fire) | Punk Goes Pop



วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

The Begins | หัดสร้างโพสต์ในบล็อกครั้งแรก

The Begins | หัดสร้างโพสต์ในบล็อกครั้งแรก


| P L A Y G R O U N D | 

19.04.2016
Camera : FUJIFILM FinePix S100FS
Photographer : © Nitipak Inphithak
Support by Adobe Photoshop CS5 & Adobe Photoshop Lightroom 4