วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Back To School | เปิดเทอมนี้ไม่ได้เป็นนักเรียนแล้ว

 "ถ้าแสงของตะวันยามเช้าคือสัญญาณของวันใหม่

เสียงทักทายของนักเรียนก็คงเปิดสัญญาณของการเปิดเทอม"

บรรยากาศที่แสนจะคุ้นตา ตึก อาคาร สถานที่ต่างๆ มองดูแล้วยิ่งชวนให้คิดถึงสิ่งที่ผ่านมา ภาพของเด็กนักเรียนที่ดูตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆรอบตัว และแววตาที่อยากรู้อยากเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้และวันต่อๆไป ดึงเอาภาพวันเก่าๆในความทรงจำของผม ณ ที่แห่งนี้ออกมาฉายในความคิดอีกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างไปก็คือ ตอนนี้ผมเลยจุดนั้นมาไกลแล้ว จากตื่นเต้นเป็นยินดี จากอยากรู้เป็นแบ่งปัน... 

วันนี้เป็นวันเปิดเทอมของโรงเรียน(เก่า)ของผม สาเหตุที่ผมบอกแบบนั้นก็เพราะผมเรียนจบจากที่นี่แล้ว แม้ว่ามันเพิ่งจะผ่านมาไม่กี่เดือน แต่ผมก็คือศิษย์เก่าอย่างเต็มตัวสำหรับโรงเรียนนี้ ผมมีธุระบางอย่างที่จำเป็นให้ต้องมาที่นี่ ซึ่งที่จริงแล้วผมจะมาวันอื่นๆก็ได้ แต่เพราะผมอยากเห็นวันแรกของการเปิดเรียนและความรู้สึกของตัวเองที่ได้กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้ง ผมจึงเลือกวันนี้

ผมเสียเวลาไปเกือบครึ่งวันจนรู้ว่าธุระของผมคงไม่สามารถทำให้เสร็จได้ในวันนี้ ผมจึงเปลี่ยนแผนไปเป็นการเยี่ยมชมบรรยากาศในโรงเรียนของวันนี้แทน แต่จะให้เดินเล่นคนเดียวก็คงไม่สนุก แถมจะหาเพื่อนมาเดินด้วยคงยากเพราะทุกคนก็ไม่ได้ว่างมากอย่างผม (ฮ่าๆ) ด้วยความใจกล้า และ(คิดว่า)มั่นใจใน Skill ภาษา ผมจึงชวนครูอาสาสมัครที่มาจากต่างประเทศซึ่งอายุเท่ากับผมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนก่อนแล้ว และผมคิดว่าวันนี้มันต้องสนุกมากแน่ๆ


เธอชื่อ Emily อายุ 18 ปี มาจากประเทศอังกฤษ เป็นครูอาสาสมัครสอนภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่นักเรียนที่เธอสอนจะอยู่ม.ต้น 
อ้าว? แล้วถ้างั้นเธอมารู้จักผมได้ไงน่ะหรอ ก็คงต้องย้อนไปช่วงใกล้จะปิดเทอม ขณะที่ผมกำลังถ่ายภาพให้กับเพื่อนอีกหลายคนอยู่เธอก็ปั่นจักรยานผ่านกลุ่มพวกเราไป แล้วเพื่อนของผมคนนึงก็อยากขอเธอถ่ายภาพด้วย กลายเป็นว่าต้องเป็นหน้าที่ผมไปถามเธอ เพราะผมเป็นช่างภาพ และเพื่อนๆคิดว่าผมพอจะพูดคุยกับคนต่างชาติได้? หลังจากได้ภาพสมใจมันแล้ว ไหนๆก็กล้องตัวเอง ผมก็เลยให้มันถ่ายให้ผมด้วยอีกภาพ และคืนเดียวกันผมก็ส่งรูปไปให้เธอดู จากนั้นเราก็เริ่มคุยกันมาเรื่่อยๆ ตอนแรกผมก็มักจะใส่คำว่า Teacher นำหน้าชื่อเธอเวลาคุยกัน แต่พอรู้อายุจริงๆเข้า ต่างคนก็เลยใช้ภาษาระดับเพื่อนทำให้ไม่ต้องวางตัวลำบากเวลาคุยกัน

กลับมาที่เรื่องเดิม หลังจากที่เราทักทายกันเรียบร้อยแล้ว ผมก็เริ่มพาเธอเดินทัวร์รอบโรงเรียน(ทั้งๆที่เธอก็อยู่ในโรงเรียนตลอด) แต่เธอบอกว่าเวลาที่ไม่มีคาบสอนเธอก็อยู่แต่บนห้องพักครู ไม่เคยมาเดินทั่วแบบนี้เลย  เราเดินไปคุยไปได้สักพัก เสียงสัญญาณพักทานอาหารกลางวันของม.ต้นก็ดังขึ้น ประกอบกับผมไม่ได้ทานมื้อเช้ามาด้วย เธอเลยชวนผมไปหาอะไรทานกันที่โรงอาหาร ปกติเธอจะนั่งร่วมโต๊ะกับครูท่านอื่นๆแต่วันนี้เธอจะนั่งเป็นเพื่อนผมที่โต๊ะสำหรับนักเรียน
เราเดินไปที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวร้านโปรดของผมตอนที่ผมเรียนอยู่ ซึ่งป้าเจ้าของร้านก็ยังจำผมได้ และยิ่งไปกว่านั้น ผมยังไม่ทันเอ่ยปากสั่งเมนูป้าก็พูดว่า "เหมือนเดิมใช่มั้ย?" และส่งยิ้มให้ผมเหมือนกับว่ารู้ทันสื่งที่ผมจะพูด นั่นทำให้ผมรู้สึกดีใจที่ยังมีคนทำกับผมเหมือนผมยังเป็นนักเรียนคนหนึ่งอยู่

หลังจากทานมื้อเที่ยงกันเรียบร้อยแล้ว เรากลับขึ้นไปที่ห้องพักครู และก็พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ ของตัวเอง และเล่าถึงความแตกต่างระหว่างประเทศของเรา จากนั้นเธอก็หยิบห่อขนม กับกล่องขนมอย่างละชิ้นยื่นให้ผม เนื่องจากก่อนหน้านี้เธอไปเที่ยวที่เกาหลีมาและสัญญากับผมว่าจะหาของฝากติดมือมาให้และเราต้องเจอกันอีกครั้งให้ได้(นี่เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผมมาวันนี้) เพราะว่าในเมื่อผมจบออกจากโรงเรียนไปแล้ว เราก็คงยากที่จะพบกันอีก "แม้ว่ายุคสมัยนี้จะทำให้การสื่อสารที่ไม่ว่าจะไกลแค่ไหนก็ยังติดต่อถึงกันได้ แต่การพบปะพูดคุยกันจริงๆนั้น ก็ยังเป็นวิธีที่ดีกว่าเสมอ"




เธอก็ขอสัมภาษณ์ข้อมูลบางอย่างกับผม เธอบอกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของ Project ที่จะต้องทำให้ผ่าน ซึ่งพอได้ฟังแต่ละคำถามแล้ว ก็ทำให้ผมแปลกใจอยู่หลายข้อถึงแนวคิดของคนที่ตั้งคำถามเหล่านี้ให้เธอ 




พอจบการสัมภาษณ์เราเลือกที่จะเข้าไปดูการเตรียมความพร้อมมในการเรียนของน้องๆนักเรียนชั้นม.1 ซึ่งจัดขึ้นในวันนี้ และห้องที่จัดก็อยู่ตรงข้ามกับที่เรานั่งอยู่พอดี
เราเดินเข้าไปทางหลังห้องอย่างเงียบๆโดยไม่ได้บอกใครที่นั่นไว้ล่วงหน้า ก็เลยทำให้มีสายตาจับจ้องมาที่เราอยู่พอสมควร ทำเอาผมรู้สึกเกร็งๆ เล็กน้อย และแล้วก็มีครูท่านหนึ่งเดินเข้ามาคุยด้วยและทำให้ผมรู้ว่ายังมีอีกที่หนึ่งที่กำลังจัดกิจกรรมแบบนี้อยู่ ผมจึงหันกลับไปถาม Emily ว่าเธออยากจะไปอีกที่หรือเปล่า ซึ่งเธอก็ตอบตกลงอย่างไม่รีรอ ด้วยน้ำเสียงและแววตาที่ดูตื่นเต้นมาก

เราเดินกันมาจนถึงอีกห้องหนึ่งที่จัดกิจกรรมอยู่ ซึ่งในเวลานั้นเป็นช่วงที่พอดีกับที่"วิชาภาษาอังกฤษ"กำลังสอนอยู่ และแน่นอนเราถูกจ้องมองด้วยสายตาเช่นเดียวกับเมื่อสักครู่ แต่คราวนี้ดูจะมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด คุณครูที่กำลังทำการสอนท่านรู้จัก Emily อยู่แล้ว จึงเดินตรงเข้ามาหาเธอและชวนเธอให้ร่วมสนุกด้วย ซึ่งผมก็เดินตามอย่างห่างๆ เพราะกลัวว่าจะโดนเรียกไปเหมือนกัน 


เด็กๆถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละประมาณ 5-6 คน และกิจกรรมที่เด็กๆกำลังทำอยู่นั้นคือการเขียนแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษตามความสามารถที่มีอยู่ ซึ่งนั่นหมายความว่าใครที่พอทำได้ก็จะเป็นที่ต้องการของเพื่อนๆในกลุ่ม สำหรับการ... นำต้นฉบับไปลอกและแก้ไข(ฮ่าๆ) คุณครูได้ให้ Emily แนะนำตัวและทักทายกับเด็กๆ ช่วงแรกๆก็ดูเหมือนจะตั้งใจฟังกันดีอยู่หรอก แต่เมื่อเริ่มฟังไม่รู้เรื่อง(ก็ไม่ใช่ภาษาไทยนี่) เด็กๆก็เริ่มจะเสียงดังขึ้นและไม่ค่อยสนใจสิ่งที่เธอพูด และนั่น... ทำให้ความซวยตกลงมาอยู่ที่ผม คุณครูท่านนั้นคว้าแขนผมเข้าหาตัวและยื่นไมค์ให้พร้อมกับคำพูดที่ว่า "อ่ะ! ไหนลองมั่งซิ" แค่เพียงไม่กี่คำนั่นแหละครับ ทำผมสะดุ้งและกล้าๆ กลัวๆไม่ใช่น้อย เด็กแถวหน้าเริ่มมองมาที่ผม ทั้งๆที่ผมยังไม่ได้พูดอะไร

"เอ่อ... หวัดดีคร้าบ!" ตอนนี้ทุกสายตามองมาที่ผมแล้ว
"ถ้าอยากฟังพี่พูด รบกวนช่วยเงียบกันหน่อยนะครับ" เสียงเอะอะ พลันสงบลง
"Hi! My name is Nitipak Inphithak, my nickname is Bam, I'm 18 years old" ประโยคเอาตัวรอดในการแนะนำตัวที่เคยใช้ตอน ม.1 ถูกนำมาพูดอีกครั้ง และเด็กๆดูจะสนใจมากกว่าตอนที่ Emily พูด(แอบชมตัวเองนิดๆ) จากนั้นผมก็เริ่มชวนเด็กให้เข้ามาอยู่ในการสอนของผม โดยการใช้ความเป็นกันเองเข้าหาตัวเด็กๆ และเริ่มให้พวกเขากล้าที่จะออกมาพูดท่ามกลางเพื่อนๆ แน่นอนว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด ผมจึงจำเป็นต้องมีตัวล่อ ที่เรียกว่า "รางวัล" เพราะมันเป็นแรงจูงใจชั้นดีสำหรับผู้กล้าที่จะมายืนพูดต่อหน้าเพื่อนๆ และมันก็ได้ผลจริงๆซะด้วย เด็กผู้หญิงคนนึงเดินออกมา ผมจึงเรียกให้เธอมายืนใกล้ๆ พร้อมขอดูกระดาษที่อยู่ในมือเธอ ดูจากการเขียนแล้วเธอพอจะมีแววอยู่ไม่น้อยสำหรับวัยนี้ 
"ต้องใช้กระดาษมั้ย?" ผมถามลองใจเธอดู
"ไม่เป็นไรค่ะ หนูจำได้" เธอตอบ และรับไมค์จากมือผมไป จากนั้นเธอก็พูดตามที่เขียนอย่างคล่องแคล่ว พอพูดจบ เสียงปรบมือให้กำลังใจจากเพื่อนๆก็ดังขึ้น ผมแซวเธอเล็กน้อยถึงสิ่งที่เธอเขียนก่อนจะให้รางวัล เป็นพวงกุญแจที่ผมดึงมาจากกระเป๋าผมเป้ของผม และผมก็คืนใมค์ให้ครูพร้อมเดินกลับไปหา Emily ซึ่งเธอก็บอกว่าตกใจเล็กน้อยที่เห็นผมสามารถคุมเด็กๆให้เชื่อฟังได้ และวิธีการสอนที่เข้าหาตัวเด็กนั่นมันดีมาก และยังบอกให้ผมน่าจะไปเรียนเป็นครูดีกว่า เราหัวเราะกันเล็กน้อย และอยู่ต่ออีกไม่นานก็เดินออกจากห้องไป

ดูเวลาตอนนี้อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เริ่มใกล้เวลาเลิกเรียนแล้ว ผมจึงอาสาเดินไปส่งเธอที่ห้องพักครู แต่ระหว่างนั้นเราเดินผ่านร้านไอศครีม เธอจึงถามผมว่าชอบไอศครีมหรือเปล่า ผมก็ตอบไปว่า ใช่ แล้วเราก็เดินตรงไปซื้อไอศครีมด้วยกันที่ร้าน เธอหยิบไอศครีมแท่งที่ราคาแพงสุดในตู้ออกมา ส่วนผมก็เลือกโคนราคากลางๆ แล้วยื่นเงินที่เตรียมไว้ในมือให้คนขาย แต่ Emily ดูเหมือนจะติดขัดอะไรเล็กน้อย "เท่าไรคะ?" ประโยคคำถามเป็นภาษาไทยที่ไม่ค่อยจะได้ยินบ่อยนักจากปากเธอ กล่าวถามราคาของไอศครีมในมือ ซึ่งราคาของมันคือ 50 บาท แต่เงินในมือเธอมีอยู่ 40 บาท เธอจึงรีบค้นหาในทุกซอกทุกมุมของกระเป๋าเพื่อจะนำมาจ่ายให้ครบ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นการจัดการปัญหาเฉพาะของชาวต่างชาติ โดยขณะที่กำลังหาเธอก็บอกกับคนขายเป็นภาษาไทยไปด้วย ทำให้ผมรู้ว่าทักษะภาษาไทยของเธอก็เก่งไม่แพ้กัน 

เราเดินกินไปคุยไปจนมายืนกันอยู่ที่หน้าห้อง ก่อนเธอจะปิดประตูและผมก็ขอตัวกลับในเวลาเดียวกัน 
"Bye! See ya!" ผมบอกกับเธอพร้อมส่งยิ้มเล็กน้อย
เธอเองก็ยิ้มและตอบกลับมา... "See you soon! Byeee" 
เธอหันหลังกลับไป บานประตูค่อยๆเคลื่อนมา ผมยังคงยืนอยู่ตรงนั้นจ้องมองจนกระทั่งมันปิดสนิท และตัดสินใจเดินกลับออกมา




10 ความคิดเห็น:

  1. อยากให้ Breaking Bam แต่งเรื่องในรั้วโรงเรียนในอดึตจัง

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. อันนี้เรื่องจริงครับ ไม่ได้แต่งเลย

      ลบ
  2. สร้างความทรงจำใหม่ๆ ในรูปแบบเดิม ^^

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ต่างฐานะ แต่ความรู้สึกยังคงอยู่ ^^

      ลบ
    2. เสน่ห์ของความทรงจำ

      ลบ
  3. นอกจากจะเป็นช่างภาพที่ถ่ายรูปสวยแล้ว ยังเป็นนักเขียนที่ดีอีกนะเนี่ย

    ตอบลบ